สินค้าจำหน่าย
ปกิณกะ
ขิงอ่อนอบแห้ง

   ประเภทของเพลงไทย > คำว่า"ชั้น"ในชื่อเพลงไทย > ประเภทของวงดนตรีไทย > ครูดนตรีไทย > เกร็ดเพลงไทย

เกร็ดเพลงไทย

เพลงนกขมิ้น เขมรไทรโยค ลาวดวงเดือน ลาวคำหอม ราตรีประดับดาว แสนคำนึง จีนขิมใหญ่-เล็ก เพลงแป๊ะ

เพลงนกขมิ้น

 

 

(เนื้อเพลงของเก่า)

  เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน
นอนไหนก็นอนได้
ลมพัดมาอ่อนอ่อน
  ดอกเอ๋ย
นกขมิ้นเหลืองอ่อน

(เนื้อเพลงของอ.มนตรี)

  ไอ้เจ้านกขมิ้นเอย
นอนในกรงทองของเรา
จะมิให้เจ้ามีที่โศกเศร้า
  ดอกเอ๋ย
เชิญเจ้าผินจร
  หรือเจ้าของเขาีมีอยู่ที่ไหน
หรือเจ้าเปล่าคู่อยู่เอกี
  เจ้าปักษีงามนักเอย

 

ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน
สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน
เจ้าก็ร่อนไปตามลมเอย
ดอกขจร
ค่ำแล้วจะนอนที่ไหนเอย

 

เชิญเจ้าผินโผล่จู่มาสู่เหย้า
จะคอยเฝ้าถนอมกล่อมนอน
จะโลมเล้าเจ้าขมิ้นเหลืองอ่อน
เจ้าดอกรักซ้อน
มาสู่ที่นอนเรียมเอย
จงบอกให้แจ้งในฤทัยพี่
เจ้าช่อสารภี

 
 

เพลงนกขมิ้น จัดเป็นเพลงหวานซาบซึ้งทั้งเนื้อร้องและทำนองแต่โบราณ มักใช้กล่อมบุตรหลานเสมอมา เดิมเป็นอัตรา ๒ ชั้น ในราวสมัยรัชกาลที่ ๔ ครูเพ็ง ได้แต่งขึ้นเป็น ๓ ชั้น และต่อมาอาจารย์มนตรี ตราโมท ได้ปรับปรุงแก้ไขแต่งบทและทำนองร้องของเพลง ๒ ชั้นและชั้นเดียวขึ้น โดยเพิ่มทำนองร้องและว่าดอกตามแนวอัตรา ๓ ชั้นของครูเพ็งเพื่อให้ครบเถา ส่วนดนตรีใช้ทำนองเพลงอย่างในเพลงเรื่อง "แม่ม่ายคร่ำครวญ" ของเก่า ส่วนอัตราชั้นเดียวใช้ทำนองเพลงมอญ

นอกจากจะนิยมร้องและบรรเลงตามปกติแล้ว "เพลงนกขมิ้น ๓ ชั้น" ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นเพลงสำหรับ บรรเลงเดี่ยว เพื่ออวดฝีมือกันด้วย

 
เพลงเขมรไทรโยค

 

 

   บรรยายความตามไท้เสด็จยาตร
ไม้ไล่หลายพัธุ์คละขึ้นปะปน
  น้ำพุพุ่งซ่าไหลมาฉาดฉาน
มันไหลจอกๆ จอกๆ โครมๆ

  น้ำใสไหลแลดูหมู่มัสยา
ยินปักษาซ้องเสียงเพียงประโคม
เสียงนกยูงทองมันร้องโด่งดัง
  มันดังกอกๆ กระโด้งโฮงๆ

ยังไทรโยคประพาสพนาสณฑ์
ที่ชายชลเขาชะโงกโกรกธาร
เห็นตระการมันไหลจอกโครมๆ

กี่เหล่าไหลว่ายมาก็เห็นโฉม
เมื่อยามเย็นพยับโพยมร้องเรียกรัง
หูเราฟังมันดังกระโต้งโฮงๆ

 
 

ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสไทรโยค กาญจนบุรี เมื่อปี ๒๔๒๐ สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้โดยเสด็จไปด้วย ความงามของลำน้ำไทรโยคประทับพระทัยพระองค์เจ้าฟ้าเป็นที่ยิ่ง ในกาลนั้นทรงมีพระชันษาเพียง ๑๖ พรรษา แต่ได้มาทรงนิพนธ์เอาเมื่อตอนพระชนมายุ ๒๕ พรรษาแล้ว เป็นบทร้องมโหรีที่ทรงจัดให้นายทหารเล่นในงานเฉลิมพระชนมพรรษา โดยทรงดัดแปลงมาจากเพลง "ขอมกล่อมลูก" เดิม แต่คนนิยมเรียกตามบทร้องที่ทรงพระนิพนธ์ว่าเพลง "เขมรไทรโยค"

ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้นในทำนองใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะในขณะนั้นใกล้เวลาเสด็จประพาสไทรโยค อีกครั้งในปี ๒๔๓๑ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีี่ยิ่ง

 
เพลงลาวดวงเดืิอน

 

 

โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย
โอ้ดึกแล้วหนอ พี่ขอลาล่วง

ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุม
จะหาไหน มาเทียม

หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้
หอมกลิ่นกรุ่นครัน หอมนั้นยัง บ่ เลย

พี่มาเว้า รักเจ้าสาว คำดวง
อกพี่เป็นห่วงรัก เจ้าดวงเดือนเอย

พี่นี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม
โอ้ เจ้าดวงเดือนเอย

หอมกลิ่นคล้าย เจ้าสูของเรียมเอย
เนื้อหอมทรามเชย เราละหนอ

 
 

เพลงลาวดวงเดือนทำนอง ๒ ชั้น นั้นเดิมชื่อ "ลาวดำเนินเกวียน" เป็นเพลงที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงนิพนธ์ขึ้น เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการทางภาคเหนือโดยทางเกวียน สาเหตุที่ทรงนิพนธ์เพลงนี้ขึ้นเนื่องจากโปรดเพลง "ลาวดำเนินทราย ๒ ชั้น" ที่พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ได้แต่งทางดนตรีไว้ตามทางร้องแบบสักวา จึงทรงนิพนธ์เพลงสำเนียงลาวที่มีท่วงทำนองอ่อนหวานไพเราะ คล้ายคลึงกับเพลงลาวดำเนินทรายขึ้นอีกเพลงหนึ่ง ทรงตั้งชื่อว่า "เพลงลาวดำเนินเกวียน" แต่เนื่องจากบทร้องเพลงนี้ขึ้นต้นด้วยคำร้องที่ว่า โอ้ละหนอ...ดวงเดือนเอย.." ซึ่งเป็นคำที่ติดหูผู้ฟังเป็นส่วนใหญ่ จึงมีผู้นิยมเรียกชื่อเพลงนี้ว่า ลาวดวงเดือน มากกว่าชื่อ ลาวดำเนินเกวียน และนิยมเรียกกันเช่นนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

เพลงลาวดวงเดือนเป็นเพลงในอัตรา ๒ ชั้น ดำเนินทำนองไพเราะอ่อนหวานน่าฟังนับเป็นเพลงไทยสำเนียงลาว ที่มีผู้รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และถือว่าเป็นเพลงไทยอมตะเพลงหนึ่งซึ่งฟังไพเราะเสมอ ไม่ว่าจะบรรเลงด้วยแนวเพลงอย่างไรหรือบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดใดก็ตาม

ที่มา : http://www.thaikids.com/midi/moon/moon.htm

 
เพลงลาวคำหอม

 

 

  ยามเมื่อลมพัดหวน
ไม้เอยไม้สุดสูง อย่าสู้ปอง

โอ้เจ้าดวง เจ้าดวงดอกโกมล
แข่งแขอยู่แต่นภา

โอ้อกคิดถึง คิดถึงคะนึงนอนวัน
ทรงกลด สวยสดโสภา

ลมก็อวลแต่กลิ่นมณฑาทอง
ไผเอยบ่ได้ต้อง แต่ยินนามดวงเอย

กลิ่นหอมเพิ่งผุดพ้น พุ่มในสวนดุสิตา
ฝูงภุมราสุดปัญญาเรียมเอย

นอนไห้ใฝ่ฝัน เห็นจันทร์แจ่มฟ้า (ซ้ำ)
แสงทองส่องหล้า ขวัญตาเรียมเอย (ซ้ำ)

 
 

ลาวคำหอม เป็นเพลงอัตราจังหวะสองชั้น เดิมเพลงนี้มีเฉพาะทางร้องที่เรียกว่า “ ทางสักวา ” ซึ่งจ่าเผ่นผยองยิ่ง (จ่าโคม) แต่งขึ้นโดยไหวพริบปฏิภาณ ทั้งบทร้องและทำนองทางร้อง ต่อมาพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ได้แต่งทางรับใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวาก่อน ภายหลังจึงมีผู้นิยมนำไปบรรเลงและขับร้องในวงปี่พาทย์ และวงมโหรีจนแพร่หลาย เพลงนี้มีความหมายในเชิงรักอย่างอ่อนหวาน ละมุนละไม

เพลงลาวคำหอมอีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงเถา หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเพลงลาวคำหอมสองชั้นมาแต่งขยายเป็นอัตราจังหวะสามชั้น และแต่งตัดเป็นอัตราจังหวะชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถา แต่ได้สูญหายไป นายเจริญ แรงเพชร ได้อธิบายโดยอ้างอิงถึงครูพิมพ์ ครูเผือด นักดนตรีซึ่งเป็นคนระนาด เคยได้ไว้แล้วลืม ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ นายเจริญ แรงเพชร ได้แต่งเป็นเพลงขึ้นใหม่ โดยยึดทำนองเพลงลาวคำหอมของจ่าเผ่นผยองยิ่ง (จ่าโคม) ส่วนบทร้องทั้งเถายังคงใช้บทเดิมของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

ที่มา : http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=446621&chapter=51

 
เพลงราตรีประดับดาว

 

 

วันนี้ แสนสุดยินดี พระจันทร์วันเพ็ญ
ขอเชิญสายใจเจ้าไปเที่ยวเล่น (ซ้ำ)
ลมพัดเย็นเย็น หอมกลิ่นมาลี
หอมดอกราตรี แม้ไม่สดสี หอมดีน่าดม
เหมือนงามน้ำใจ แม้ไม่ขำคม
กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย

ชมแต่ดวงเดือน ที่ไหนจะเหมือนได้ชมหน้าน้อง
พี่อยู่แดเดียว เปลี่ยวใจหม่นหมอง
เจ้าอย่าขุ่นข้องจงได้เมตตา
หอมดอกชำมะนาด สีไม่ฉูดฉาดแต่หอมยวนใจ
เหมือนน้ำใจดี ปรานีปราศรัย
ผูกจิตสนิทได้ ให้รักจริงเอย

ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ
เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง
หอมดอกแก้วยามเย็น ไม่เห็นใจพี่เสียเลยเอย
ดวงจันทร์หลั่นลดเกือบหมดดวง
โอ้หนาวทรวงยอดชีวาไม่ปรานี
หอมมะลิกลีบซ้อน อ้อนวอนเจ้าไม่ฟังเอย

จวนจะรุ่งแล้วนะเจ้าพี่ขอลา
แสงทองส่องฟ้าสง่าศรี
หอมดอกกระดังงา ชิชะช่างน่าเจ็บใจจริงเอย

 
 

เพลง ราตรีประดับดาว เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีไทย โดยเฉพาะการทรงซอ ซึ่งทรงศึกษาจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เพลงนี้เกิดเมื่อครั้งพระองค์ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต ซึ่งบทร้องที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายนั้นมีว่า “ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม” จึงมีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงเถาในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง และได้เลือกเพลงมอญดูดาว สองชั้นของเก่ามาศึกษา ซึ่งเมื่อทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า เพลงมอญดูดาวของเดิมใช้หน้าทับมอญ (เทียบได้กับประเภทหน้าทับสองไม้ของไทย) และมีอยู่เพียง ๑๑ จังหวะ แต่โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชนิพนธ์เพลงโดยใช้หน้าทับเป็น ปรบไก่ ซึ่งความยาวเป็น ๒ เท่าของหน้าทับประเภทสองไม้ ดังนั้นจึงทรงประดิษฐ์ทำนองขยายขึ้นให้เป็นอัตราสามชั้น และตัดแต่งลงเป็นชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา

คำร้องในตอนหนึ่งที่ว่า “ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง” นั้น ก็เพื่อให้เป็นที่หมายรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ เพราะพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ความจริงเพลงนี้จะทรงพระราชนิพนธ์ยังวังไกลกังวล แต่ยังทรงใช้ว่าวังหลวงตามสัญลักษณ์ และเป็นการเลียนล้อเพลงแขกมอญบางขุนพรหม ที่กล่าวมาแล้วด้วย

เรียบเรียงบางส่วนจาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=7258

 
เพลงแสนคำนึง (เถา)
 

สามชั้น


สองชั้น


ชั้นเดียว

 

อนิจจาคครานี่นะอกกู
จะเป็นเหยื่อเสือสางที่กลางไพร
นี่จะอยู่อย่างไรไม่เล็งเห็น
มิได้คิดถึงตัวมัวจะมา

ขุนแผนพามาด้วยความรัก
แต่ทุกข์ยากอย่างนี้ัยังมิเคย
ไม่เคยเห็นก็มาเห็นอนาถนัก
ร่านริ้นบินไต่ระคายครบ

อันพรุ่งนี้นี่จะเป็นอย่างไรเล่า
คิดขึ้นมาน้ำตาตกอกใจตัน
นิจจาเอ๋ยเคยสำราญอยู่บ้านช่อง
คลึงเคล้าเช้าเย็นไม่เว้นวาง

มาอ้างว้างค้างอยู่ในป่าใหญู่
เอาป่าไม้เป็นเรือนเหมือนป่าช้า
ตายเป็นคงป่นอยู่กลางป่า
ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้เลย

ก็ประจักษ์ใจจริงไม่นิ่งเฉย
อกเอ๋ยเกิดมาเพิ่งจะพบ
ไม่รุ้จักก็มารู้อยู่เจนจบ
ไม่เคยพบก็มาพบทุกสิ่งอัน

จะลำบากยิ่งกว่าเก่าฤาไรนั่น
กลับหวั่นๆ แสนคำนึงถึงขุนช้าง
ถนอมน้องมิให้หน่ายระคายหมาง
อยู่กินก็สำราญละออองค์

(เสภาขุนช้างขุนแผน)

 
 

ผู้แต่งคือหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งขึ้นจากเพลงลาวโบราณ ทำนองเพลงเกร็ด แล้วนำมาปรับปรุงเพิ่มเติมให้ครบเถา เสร็จในปี ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้จะสุญเสียดนตรีไทย เพราะทางราชการไม่ให้ความสนใจดนตรีไทย อีกทั้งเจ้าขุนมูลนายที่เคยอุ้มชูดนตรีไทย ต่างหมดบุญวาสนาต้องแยกย้ายกันไป ครูหลวงประดิษฐไพเราะจึงแสดงความห่วงใยต่อดนตรีไทยออกมาเป็นลำนำเพลงนี้

จุดเด่นนอกจากความไพเราะแล้ว ยังเป็นเพลงเถาเพลงแรกที่มีการบรรเลงนำให้ก่อนแล้วจึงค่อยร้องส่ง ยังผลให้นักร้องร้องได้ถูกเสียงไม่เพี้ยน ซึ่งผิดกับเพลงเถาอื่นๆ ที่ให้มีการร้องนำก่อน ดนตรีบรรเลงรับทีหลัง ซึ่งหากนักร้องร้องผิดเสียงขึ้นมา นักดนตรีก็จะเล่นตามได้ยากยิ่งหรืออาจพาล่มไปเลย วิธีการบรรเลงดนตรีนำให้ก่อนนี้มีชื่อเรียกภายหลังว่า "ลูกนำ"

เรียบเรียงบางส่วนจาก : หนังสือ "เพลงไทยตามนัยประวัติ" แต่งโดย ครูเงิน

 
เพลงจีนขิม
 

จีนขิมใหญ่





 


จีนขิมเล็ก

 

  รื่นรื่นชื่นกลิ่นมณฑาทอง
หอมหวลประหลาดไม่ขาดคราว
สำเนียงผู้ใดช่างไพเราะ
เหมือนหงส์ทองล่องฟ้ามารอรี

  ให้หวั่นหวั่นอารมณ์ถอนฤทัย
ดุเหว่าเร่าร้องก้องเขตคาม
เสียดายดนตรีที่สดับ
เสียงขิมยังเพราะเสนาะกรรณ

  อาทิตย์โปรดข้าอย่าส่องแสง
เชิญจันทร์ส่งพื้นนภาพราย
ให้นานสำราญด้วยขับร้อง
หงส์ทองล่องฟ้ามารอรี

  ขึ้นบนเหลาแลอร่ามตามอัคคี
ภาพที่ฉากปักไว้ด้วยไหมทอง
นางบำเราเสนอร้องทำนองหวาน
พวกขันทีคอยขยับรับใช้งาน
ที่ระเบียงเรียงแขวนด้วยโคมราย
ตู้กระจกโหลเรียงเลี้ยงปลา
พระพายโบยโชยกลิ่นผกากรุ่น
เสาวพรรณโสภาน่านิยม

จะโรยร้างห่างห้องเวหาหาว
จนฟ้าขาวดาวเคลื่อนเดือนลับลี้
มาพร้องเพราะหวานหูอยู่เมื่อกี้
สำเนียงนี้ขิมน้องสนองนาม

จะคลาดแคล้วทรามวัยใจวาบหวาม
บอกความจวนแจ้งแสงตะวัน
จะเลิกลับกลับไปไกลจากฉัน
ปิ่มจะเย้ยสวรรค์ให้พลันอาย

จงเข้าแฝงเมฆพยับดับดวงหาย
ช่วงขยายเวลาแห่งราตรี
ใกล้น้องต้องจิตติดใจพี่
ยามราตรีจวนสางสว่างเอย

รัศมีสว่างกระจ่างส่อง
โตคะนองหงส์ฟ้อนมังกรทะยาน
ขับครวญขิมคลอซอประสาน
น่าสราญรมย์ื่นชื่นวิญญาณ์
แสงฉายเฉิดแอร่มแจ่มจ้า
ก่อภูผาน้อยน้อยน่าพึงชม
หอมละมุนละไมฟุ้งจรุงฉม
ชวนอารมณ์สำเริงรื่นสราญเอย

 
 

เพลงจีนขิมใหญ่ - แต่เดิมเรียกว่าจีนขิม หรือขิมใหญ่ เป็นเพลงทำนองจีนเก่าที่มีความไพเราะมาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา เป็นเพลงอัตรา ๒ ชั้น ใช้บรรเลงเพลงมโหรี มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนิยมเอาเพลงเล็กๆ มาบรรเลงต่อท้ายเพลงมโหรี ที่เรียกว่า "ออกลูกบท" เช่นในรัชกาลที่ ๑ การร้องและบรรเลงเพลงในเรื่องอิเหนา กำหนดให้บทร้องเพลงฉิ่งออกลูกบทเพลงจีนขิม เป็นต้น

สำหรับอัตรา ๓ ชั้น มีการแต่งเพิ่มขึ้นในชั้นหลัง (บางท่านว่าพระประดิษฐไพเราะเป็นผู้แต่ง แต่บางท่านก็ว่าครูช้อย สุนทรวาทิน) ทำนองแสดงถึงการระลึกถึงความสุขในหนหลัง ส่วนอัตราชั้นเดียวครูมนตรี ตราโมท เป็นผู้แต่งเพื่อให้ครบเถา

เพลงจีนขิมเล็ก - แต่งโดยพระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ตามประวัติว่าท่านได้ยินมาจากการบรรเลงขิมของชาวจีนคนหนึ่ง เมื่อกลับถึงบ้านจึงได้แต่งเพลงสำเนียงจีนขึ้นมาบ้าง จากทำนองที่ได้จดจำมาในอัตรา ๒ ชั้น และตั้งชื่อว่าเพลงจีนขิมเหมือนในสมัยอยุธยา ภายหลังจึงเรียกเพลงจีนขิมในสมัยอยุธยาว่าจีนขิมใหญ่ และเรียกเพลงที่ท่านแต่งนี้ว่าจีนขิมเล็ก ต่อมาจึงแต่งเพลงอัตรา ๓ ชั้นเพิ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔

จนในปี ๒๔๗๔ ครูมนตรี ตราโมท จึงได้แต่งบทและทำนองร้องสำหรับเพลงจีนเข็มเล็กนี้ขึ้นมา และในปี ๒๔๘๒ ได้แต่งให้เหลืออัตราชั้นเดียวเพื่อให้ครบเถา

เรียบเรียงบางส่วนจาก : หนังสือ "เพลงไทยตามนัยประวัติ" แต่งโดย ครูเงิน

 
เพลงแป๊ะ

 

 

คิดไปใจหายไม่วายโศก
จะแลเหลียวเปลี่ยวเปล่าเศร้าทรวงเย็น
หอมอะไรที่ในสวน
หอมกระถินกลิ่นจำปา

นิจจาเอ๋ยหมายเชยมณฑาทิพย์
ยิ่งทุกข์โศกโรคร้ายมาเพิ่มพูน
หอมอะไรที่ในดง
หอมพิกุลยี่สุ่นแซม

พระจันทร์เอ๋ยกระไรเลยไม่คอยท่า
ได้รื่นรมย์ชมแสงแต่ไกลไกล

เหมือนเดือนดับลับโลกไม่แลเห็น
ไหนจะเว้นโศกาแสนอาดูร
หอมดอกลำดวนกระดังงา
เมื่อเวลาเย็นเอย

อันสูงลิบลอยฟ้าแลหาสูญ
โอ้จะสูญสิ้นชื่อเจียวหรือไร
หอมดอกประยงค์นางแย้ม
หอมไม่แรมราเอย

จะล่องลอยลับฟ้าหรือไฉน
พอชื่นใจคลายกังวลหม่นหมองเอย

 
 

เล่ากันว่า เมื่อครั้งพระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) เป็นครูสอนอยู่ในวงดนตรีของสมเด็จฯ บรมมหาศรีสุริยวงศ์ วันหนึ่งเมื่อสอนดนตรีเสร็จและเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางได้เห็นพวกจีนกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นมโหรีกันอยู่ จึงได้หยุดฟังและให้ลูกศิษย์คือครูสินกับครูรอด ช่วยกันจำทำนองเพลงไว้ ภายหลังจึงได้นำมาแต่งเป็นเพลง ๒ ชั้น แรกใช้ชื่อว่าเพลง "จีนแส" ต่อมาเมื่อขยายเป็นเพลง ๓ ชั้นจึงใช้ชื่อว่าเพลงแป๊ะ

เพลงนี้ในอัตรา ๓ ชั้นเที่ยวแรก ผู้แต่งได้เลี่ยงเสียงตกให้ต่างจากเพลง ๒ ชั้นเสียงหนึ่ง เป็นการซ่อนเงื่อนไว้ และให้ชื่อว่าเพลงภิรมย์สุรางค์ ทำนองแสดงความหมายเหมือนหนึ่งปวงเทพอัปสรกำลังขับร้องบำเรอจอมสวรรค์ นับเป็นเพลงไพเราะอีกเพลงหนึ่ง

เรียบเรียงบางส่วนจาก : หนังสือ "เพลงไทยตามนัยประวัติ" แต่งโดย ครูเงิน