สินค้าจำหน่าย
ปกิณกะ
ขิงอ่อนอบแห้ง

   ประเภทของเพลงไทย > คำว่า"ชั้น"ในชื่อเพลงไทย > ประเภทของวงดนตรีไทย > ครูดนตรีไทย > เกร็ดเพลงไทย



ครูดนตรีไทย

พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก)

พระประดิษฐ์ไพเราะ เป็นครูดนตรีไทยคนสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3-5 คนทั่วไปมักเรียกท่านว่า ครูมีแขก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสืบประวัติไว้ว่า ครูปี่พาทย์ชื่อครูมีแขกนั้น คือเป็นเชื้อแขก ชื่อ"มี"

เป็นคีตกวีคนแรกที่นำเพลง 2 ชั้น มาทำเป็นเพลงสามชั้น มีความสามารถในการแต่งเพลง และฝีมือในทางเป่าปี่ เป็นเยี่ยม โดยเฉพาะเพลงเด่นที่สุดคือ "ทยอยเดี่ยว" บ้างเรียกท่านว่า "เจ้าแห่งเพลงทยอย" ซึ่งหมายถึงเพลงที่มีเทคนิคการบรรเลงและลีลาที่พิสดาร โดยเฉพาะลูกล้อ ลูกขัดต่างๆ

อีกเพลงหนึ่งคือเพลง "เชิดจีน" เป็นเพลงที่ให้อารมณ์สนุกสนาน มีลูกล้อลูกขัด ที่แปลกและพิสดาร ท่านแต่งบรรเลงถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งได้รับการโปรดปรานมาก จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระประดิษฐ์ไพะเราะ" ตำแหน่งปลัดจางวางมหาดเล็ก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เป็นครูมโหรีของกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร นอกจากมีความสามารถในการเป่าปี่แล้ว ครูมีแขกยังชำนาญในการสีซอสามสาย โดยได้แต่งเพลงเดี่ยวเชิดนอกทางซอสามสายไว้ด้วย บทเพลงจากการประพันธ์ของท่านคือ เพลงจีนแส อาเฮีย แป๊ะ ชมสวนสวรรค์ การะเวกเล็ก แขกบรเทศ แขกมอญ ขวัญเมือง เทพรัญจวน พระยาโศก จีนขิมเล็ก เชิดในสามชั้น (เดี่ยว) ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

เป็นบุตรครูสิน ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นศิษย์ของพระประดิษฐ์ไพเราะ เป็นคนจังหวัด สมุทรสงคราม มีฝีมือในการตีระนาดที่หาตัวจับยาก จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง ครั้นได้ตีระนาดถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธ์ ก็ได้รับรางวัลมากมาย และได้ประทานตำแหน่งเป็น "จางวางมหาดเล็กในพระองค์" คนทั่วไปจึงเรียกว่า "จางวางศร"
นอกจากระนาดแล้ว ท่านยังสามารถบรรเลงปี่ได้ดี และสามารถคิดหาวิธีเป่าปี่ให้เสียงสูงขึ้นกว่าเดิมได้อีก 2 เสียง
ในด้านการแต่งเพลง ท่านสามารถแต่งเพลงได้เร็ว และมีลูกเล่นแพรวพราว แม้ในการประกวดการประดิษฐ์ทางรับ คือการนำเพลงที่ไม่เคยรู้จักมาร้องให้ ปี่พาทย์รับ ท่านก็สามารถนำวงรอดได้ทุกครา

ผลงานเด่นๆ ของท่านมีมากมาย ได้แก่
- ประดิษฐ์วิธีบรรเลงดนตรี "ทางกรอ" ขึ้นใหม่ในเพลง"เขมรเรียบพระนครสามชั้น" เป็นผลให้ได้รับพระราชทานเหรียญรุจิทอง ร.5 และ ร.6
- ต้นตำรับเพลงทางเปลี่ยน คือ เพลงเดียวกันแต่บรรเลงไม่ซ้ำกันในแต่ละเที่ยว
- พระอาจารย์สอนดนตรีแด่พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนทรงมีพระปรีชาสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงได้เอง คือเพลง "คลื่นกระทบฝั่งโหมโรง" "เขมรละออองค์เถา" และ "ราตรีประดับดาวเถา"
- คิดโน๊ตตัวเลขสำหรับเครื่องดนตรีไทยซึ่งได้ใช้มาจนทุกวันนี้
- นำเครื่องดนตรีชวาคือ "อังกะลุง" เข้ามาและได้แก้ไขจนเป็นแบบไทย
- สอนดนตรีไทยในพระราชสำนักเมืองกัมพูชา และได้นำเพลงเขมรมาทำเป็น เพลงไทยหลายเพลง
- ตันตำรับการแต่งเพลงและบรรเลงเพลง 4 ชั้น

ท่านเป็นคีตกวีในสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งนับว่าเป็นดวงประทีปทาง ดนตรีไทย ที่ใหญ่ที่สุดในยุคที่ดนตรีไทยเฟื่องฟูที่สุดด้วย

พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)

เป็นบุตรคนโตของขุนกนกเรขา (ทองดี) กับนางนิ่ม เกิดเมื่อ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2403
ตรงกับวันอังคาร ณ บ้านเลขที่ 81 ตรอกไข่ ถนนบำรุงเมือง ตำบลหลังวัดเทพธิดา กรุงเทพมหานคร

ท่านได้เรียนปี่ชวากับครูชื่อ “หนูดำ” ส่วนวิชาดนตรีปี่พาทย์อย่างอื่น ได้ศึกษาอย่างจริงจังกับครูช้อย สุนทรวาทิน (บิดาของ พระยาเสนาะดุริยางค์ ) จนบรรลุแตกฉาน ท่านเข้ารับราชการ ตั้งแต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระยศเป็นพระยุพราช ได้ทูลขอพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้นายแปลกเป็นที่ “ขุนประสานดุริยศัพท์" นับจากนั้นก็ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์มาเป็นลำดับ จนได้เป็นที่ “พระยาประสานดุริยศัพท์” เจ้ากรมปี่พาทย์หลวง ในสมัยรัชกาลที่ 6

ความรู้ความสามารถของพระยาประสานดุริยศัพท์นั้น เป็นที่กล่าวขวัญเรื่องลือว่า ท่านเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยฝีมือ ความรู้ ปฏิภาณ ไหวพริบ ท่านเป็นครู และเป็นศิลปินที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2428 ท่านได้รับเลือกให้ไปร่วมฉลองครบรอบร้อยปีของพิพิธภัณฑ์เมืองอวิมปลีย์ที่ประเทศอังกฤษ ผลของการบรรเลงขลุ่ยของท่านเป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับรับสั่งขอฟังเพลงขลุ่ยเป็นการส่วนพระองค์ในพระราชวังบัคกิ้งแฮมอีกครั้ง การบรรเลงครั้งหลังนี้สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียทรงลุกจากที่ประทับ และใช้พระหัตถ์ลูบคอพระยาประสานฯ พร้อมทั้งรับสั่งถามว่า เวลาเป่านั้นหายใจบ้างหรือไม่ เพราะเสียงขลุ่ยดังกังวานอยู่ตลอดเวลา

พระยาประสานดุริยศัพท์ได้แต่งเพลงไว้ดังนี้คือ เพลงเชิดจั่น 3 ชั้น พม่าหัวท่อน เขมรราชบุรี ลาวคำหอม ลาวดำเนินทราย เขมรทรงดำเนิน (เขมรกล่อมพระบรรทม) เขมรปากท่อ เขมรใหญ่ ดอกไม้ไทร ถอนสมอ ทองย่อน เทพรัญจวน นารายณ์แปลงรูป แมลงภู่ทอง สามไม้ใน อาถรรณ์ คุณลุงคุณป้า พราหมณ์เข้าโบสถ์ ธรณีร้องไห้ มอญร้องไห้ แขกเห่ อนงค์สุดา วิเวกเวหา แขกเชิญเจ้าย่องหวิด 3 ชั้น เป็นต้น

ความสามารถทางดนตรีของท่านนั้น ทำให้ท่านมีลูกศิษย์ที่มีความสามารถเป็นทวีคูณขึ้นไป และศิษย์ของท่านเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ พระประดับดุริยกิจ (แหยม วิณิณ) พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) หลวงบรรเลงเลิศเลอ (กร กรวาทิน) พระยาภูมิเสวิน (จิตร จิตตเสรี) อาจารย์มนตรี ตราโมท ครูเฉลิม บัวทั่ง เป็นต้น

พระยาประสานดุริยศัพท์ ป่วยโดยโรคชรา และถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 65 ปี เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2467

ที่มา : จาก http://th.wikipedia.org/wiki/พระยาประสานดุริยศัพท์

พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต)

ครูโสม เกิดที่ฝั่งธนบุรี เริ่มเรียนระนาดลิเกจากน้าชาย จากนั้นได้เข้าร่วมเป็นนักดนตรีในกองดนตรีของสมเด็จพระบรมฯ (รัชกาลที่ ๖) เป็นคนตีระนาดหน้าฉากเวลาละครเปลี่ยนฉาก มีฝีมือในทางระนาดเป็นเยี่ยม ถึงขนาดเคยตีเอาชนะนายชิน ชาวอัพวา ซึ่งเป็นระนาดมือหนึ่งในสมัยนั้นมาแล้ว

นอกจากนั้นยังสามารถตีรับลิเกในเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้ด้วย จนพระยาประสานดุริยศัพท์ชมว่า "โสมแกเก่งมาก ครูเองยังจนเลย"
ครั้งหนึ่งเคยได้ตีระนาดเพลงกราวในถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งทรงพระประชวรให้บรรทม ครั้นตื่นพระบรรทมก็ทรงชมว่า "โสม เจ้ายังตีฝีมือไม่ตกเลย" นับว่าการตีปี่พาทย์ประกอบโขนละครในสมัยนั้น (รัชกาลที่ ๕-๗) ไม่มีใครสู้ครูโสมได้

ท่านได้บรรดาศักดิ์เป็นพระ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ และถึงแก่กรรมเพราะซ้อมระนาดหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ และทานอาหารไม่เป็นเวลาจนเป็นโรคกระเพาะ รวมอายุได้ ๔๙ ป

พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน)

เป็นบุตรคนโตของครูช้อย และนางไผ่ สุนทรวาทิน ได้ฝึกฝนวิชาดนตรี จากครูช้อย ผู้เป็นบิดา จนมีความแตกฉาน ต่อมาเจ้าพระยาเทเวศน์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) ได้ขอตัวมาเป็นนักดนตรีในวงปี่พาทย์ของท่าน ท่านเข้ารับราชการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนเสนาะดุริยางค์” ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ตำแหน่งเจ้ากรมพิณพาทย์หลวง จึงโปรดให้เลื่อนเป็น “หลวงเสนาะดุริยางค์”ในปีพ.ศ.๒๔๕๓

จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนเป็น “พระเสนาะดุริยางค์” รับราชการในกรมมหรสพหลวง และได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ด้วยความซื่อสัตย์ และมีความจงรักภักดี ท่านจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาเสนาะดุริยางค์” ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้รับมอบหมายให้ควบคุมวงพิณพาทย์ ของเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว. ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง วงพิณพาทย์วงนี้ นับได้ว่าเป็นการรวบรวมผู้มีฝีมือ ซึ่งต่อมาได้เป็นครูผู้ใหญ่ เป็นที่รู้จักนับถือโดยทั่วไป เช่น ครูเทียม คงลายทอง ครูพริ้ง ดนตรีรส ครูสอน วงฆ้อง ครูมิ ทรัพย์เย็น ครูแสวง โสภา ครูผิวใบไม้ ครูทรัพย์นุตสถิตย์ ครูอรุณ กอนกุล ครูเชื้อ นักร้อง และครูทองสุข คำศิริพระยาเสนาะดุริยางค์

ที่มา:บางส่วนจาก http://www.dontrithaitoday.com/people/sanor.htm

 

ครูช้อย สุนทรวาทิน

ครูช้อยท่านอยู่ในสมัย ช่วง พ.ศ. 2370 - 2380 ชีวิตในวัยเด็กนั้นท่านป่วยเป็นไข้ทรพิษ แต่รอดตายมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะหนึ่งในร้อยในพันจริงๆจึงรอดตายจากโรคนี้ได้ แต่ด้วยพิษแห่งโรคร้ายแม้รอดตายมาได้แต่ก็ต้องเสียดวงตาทั้งสองข้าง

แต่แม้ดวงตาทั้งสองข้างของท่านจะบอดสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ท่านกลับไม่เคยคิดพ่ายแพ้แก่ชะตาชีวิตตนเอง และด้วยสายเลือดแห่งศิลปินที่มีอยู่ภายในชีวิตจิตวิญญาณของท่านทำให้ท่าน ฝึกหัดเครื่องเล่นดนตรีไทยด้วยตนเองตั้งแต่เด็ก

ในความจริงครูช้อย ท่านก็เกิดในตระกูลศิลปินอยู่แล้ว แต่ด้วยที่ท่านตาบอดผู้เป็นบิดาจึงมิได้หัดท่านในทางดนตรี ก็ด้วยความใส่ใจ ความรักในศิลปะดนตรีนี่เองที่ทำให้ท่านฝึกฝน โดยเริ่มจากการนำเอากะลาใต้ถุนบ้านมาเรียงกัน ๑๖ ใบแล้วตีตาม หูก็แง่ฟังการสอนของบิดาบนเรือน ส่วนตัวเองอยู่ใต้ถุนบ้านหัดตามไป และยามใดที่บิดาท่านไม่อยู่ท่านก็จะขึ้นไปฝึกหัดกับเครื่องดนตรีจริงบนบ้าน จนเกิดความชำนาญในเครื่องดนตรีทุกชนิดที่มีอยู่

เล่ากันว่าอยู่มาวันหนึ่ง มีงานดนตรี แต่คนระนาดป่วย หาคนแทนไม่ได้ พวกลูกศิษย์รู้ฝีมือลูกชายอาจารย์ว่าใช้ได้ ก็เสนอให้ครูช้อยไปเป็นคนระนาดแทน กระนั้นบิดาก็ยังไม่แน่ใจ ขอทดสอบฝีมือลูกชาย...เห็นฝีมือแล้ว จึงยอมปล่อยตัวไปออกงาน
หลังจากนั้นบิดา ก็เริ่มอบรมบ่มเพาะฝีมือดนตรีให้ลูกชายอย่างจริงจัง
ปลายรัชกาลที่ 4 เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะเรื่องปี่กระูทั่งบิดาเห็นแวว จึงส่งไปเรียนวิชาปี่กับครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ) จึงยิ่งมีความชำนาญเพิ่มขึ้น

ต่อมาเมื่อครูช้อยเป็นครูดนตรี สอนดนตรีทั้งที่บ้าน ในวัด ถึงในวัง มีลูกศิษย์สำคัญสองคน คนแรก ลูกชายครูช้อยเอง ชื่อ แช่ม ต่อมาเป็นพระยาเสนาะดุริยางค์ (คู่แข่งระนาดหลวงประดิษฐ์ไพเราะ) และศิษย์เอกชื่อแปลก ต่อมาเป็นพระยาประสานดุริยศัพท์

ความน่าอัศจรรย์อันเป็นความอัจฉริยะภาพอย่างหนึ่งของครูช้อยคือ หากศิษย์คนใดก็ตามเล่นเครื่องดนตรีเสียงเพี้ยน ไม่ถูกต้อง ครูช้อยจะใช้วิธี “ดีดเม็ดมะขาม” ใส่ผู้นั้นอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยรู้ว่าใครเป็นใครนั่งตรงไหนอย่างถูกต้องราวกับตาเห็น

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของครูช้อยอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านเลี้ยงนกฮูก เอาไว้สื่อสารกับลูกศิษย์
ท่านฝึกสอนนกฮูกของท่านจนพูดภาษาคนได้ โดยท่านสอนให้มันพูดว่า “พ่อเรียก” เหตุที่ท่านสอนคำนี้เพราะว่า ท่านจะได้ใช้ให้นกฮูกไปตามศิษย์มาพบท่านได้ โดยเมื่อศิษย์ที่มาเรียนดนตรีกลับบ้าน ครูช้อยก็ให้อุ้มนกฮูกไปด้วย ถึงบ้านแล้วก็ปล่อยให้นกฮูกบินกลับ ทำซ้ำซากอย่างนี้ จนนกฮูกจำบ้านศิษย์ทุกคนได้แม่น

ยามใดที่มีคนมาเรียกวงปี่พาทย์ของท่านไปเล่น ท่านก็จะส่งนกฮูกของท่านไปตามในเวลาเย็น นกฮูกจะบินไปเกาะหน้าบ้านของลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า พร้อมทั้งส่งเสียงว่า “พ่อเรียก” อันเป็นที่รู้กันว่า ครูช้อยท่านตามให้ไปพบ

เครื่องดนตรีที่ครูช้อยชำนาญและมีชื่อเสียงได้แก่ ระนาดเอก ปี่ ซอสามสาย และเครื่องดนตรีไทยอีกหลายชนิด ผลงานของครูช้อยมีมากมาย ส่วนที่แพร่หลายถึงวันนี้ได้แก่ เพลง ใบ้คลั่ง เขมรโพธิสัตว์ อกทะเล ฯลฯ

ส่วนลูกศิษย์คนสำคัญของท่านได้แก่พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ผู้เป็นลูก และหลานของท่านเองคือ ครูเลื่อน สุนทรวาทิน

ที่มา:บางส่วนจาก http://www.monnut.com/board/index.php?topic=90.0

หน้าถัดไป >>